2011/Mar/07

 

The Road to Laos: ไม่มีการเดินทางใดที่ไม่สิ้นสุด

 

 

 

 

 

  และแล้วเช้าวันสุดท้ายในลาวก็มาถึง เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ เหมือนกับสายน้ำที่ไหลเอื่อย แต่ไม่เคยหยุดไหล บางครั้งเราก็มักจะละเลยปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไป กว่าจะรู้ตัวว่ามาไกลแค่ไหน ก็อดไม่ได้ที่จะร้องว่า "โห" ทุกที
อากาศยามเช้าในลาวยังสดใสเสมอในจิตใจเรา ตราบจนทุกวันนี้



  วันแห่งการเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง จากวังเวียงกลับ นครหลวงเวียงจันทน์ เราออกจากที่พักแต่เช้า เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปที่ท่ารถเพื่อต่อรถเข้าเวียงจันทน์ เราเลือกที่จะเดินแทนที่จะเสียค่าจ้างรถสกายแลป ด้วยคิดว่า ออกกำลัง คราวนี้เราไม่ซื้อทัวร์เหมือนที่หลวงพระบางแล้ว เพราะว่า มันเดินไปท่ารถได้ ไกลนิดนึงแต่ก็ไม่ได้ไกลมาก แต่เอาเข้าจริงๆเราคิดผิดอ่ะ ด้วยเราคิดว่า เราไปที่ท่ารถเลยเราจะได้ขึ้นรถก่อน เลือกที่นั่งดีๆได้ก่อน แต่มันไม่ใช่อ่ะ สรุปรถตู้มันแวะไปรับคนตามในเมืองก่อน(พวกโคกะทัวร์) สุดท้ายมันค่อยวกกลับมารับเราที่ท่ารถ ที่นั่งเลยไม่เหลือให้เลือก สุดท้ายก็ต้องนั่งแยกกับพี่โอ -*-

 

  มารอรถอยู่นานสองนานที่ท่ารถ มีแค่เรา2คนเท่านั้นที่เป็นนักท่องเที่ยว แต่ก่อนที่รถจะมาซะทีก็มี ชาวไต้หวันเดินมาที่ท่ารถอีก 2คน (ท่าทางจะคิดเหมือนเรา 555) ก็เลยฆ่าเวลาด้วยการนั่งคุยกะ 2คนนั้น นี่ก็เป็นอีกหนึ่งพวกที่แปกเป้เที่ยวไปเรื่อย ได้ข่าวว่าออกจากลาว จะเข้าไทย แล้วไปพม่าต่อหรือไงเนี่ยแหละ มีมาถามเรื่องที่เที่ยวในไทยกับเราด้วย
เคยสงสัยเหมือนกัน ว่าพวกชาวต่างชาติที่เค้ามาเที่ยวไปเรื่อยแบบ เป็นเดือนๆ 3เดือน บางคนครึ่งปี เค้าทำงานอะไรกัน ทำไมเค้าถึงหยุดมาเที่ยวกันได้อย่างยาวนาน แถมเอาเงินที่ไหนมาเที่ยวกันเนี่ย (อยากทำบ้างไง 555) สุดท้ายก็คุยกะ ไต้หวัน 2คนยาวจนมาถึงเวียงจันทน์กันเลยทีเดียว



  มาเที่ยวแบบนี้ก็ดีไปอีกอย่าง ได้เพื่อนรายทางไปเรื่อยอ่ะ มันไม่เหมือนกับไปทัวร์ มันได้สัมผัสชีวิต ชีวิตจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่ ไปที่เที่ยวที่ต้องไป ถ่ายรูปเพื่อให้รู้ว่ามาถึงแล้ว แล้วก็ ให้เวลา10นาที กลับขึ้นรถไปที่อื่นต่ออ่ะ เราเที่ยวไปเรื่อย แบบไม่ต้องไปทุกที่ ไปเรื่อยๆแค่ไหนแค่นั้น เวลาไม่พอก็มาใหม่ เก็บไอเท็มกันไปเรื่อยๆ สนุกกว่าเยอะเลย (ใครไม่เคย ถ้าไม่กลัวลำบาก แนะนำให้ไปลองนะ5555 )

 

 

 

 

เจ้าของที่พักที่ Maylyn ไปพักที่นี่ มีคนไทยแค่เราสองคนเท่านั้น ค่าที่พักก็แสนจะถูก มาอยู่ที่นี่เหมือนไปยุโรป มีแต่ฝรั่งเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
คนลาวยังมีน้อยกว่า...

 

คราวหน้าไปจะเปลี่ยนไปพักที่พักข้างๆ ของลุงกับป้าชาวลาวแท้ๆ
ได้แวะไปคุยกะลุงกับป้ามา นิสัยดีแท้ๆ น่ารัก เป็นกันเอง เพราะฉะนั้นคราวหน้าจะไปอุดหนุนลุง
พร้อมกะสัญญาที่ป้าบอกว่า ถ้ามาเดี่ยวป้าจะทำกับข้าวให้กิน ^^

 

 

 

 

  จากวังเวียง มา เวียงจันทน์ ใช้เวลา 3ชั่วโมงนิดๆ รถตู้ก็มาจอดให้เราลงแถวสวนริมน้ำซักที่ (จำแผนที่ไม่ได้และอ่ะ สารภาพ 55) ลงรถมาก็งงๆซักพัก ก่อนที่จะหาแผนที่มาดูว่าจะไปไหนกันต่อ ตอนแรกกะว่าจะใช้เวลาที่เหลือไปเที่ยวเวียงจันทน์ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เพราะไม่อยากรีบๆ ที่สำคัญแต่ละที่มันก็ไม่ได้อยู่ใกล้กันอย่างที่คิด ต้องจ้างรถสกายแลปเที่ยว (ซึ่งก็มีมาเสนอราคาพาเราเที่ยวเป็นพักๆ) แต่หลังจากคุยเรื่องราคาแล้ว มันไม่ถูกเลย (ประมาณ 500บาท กะพาเที่ยว 4-5ที่ แล้วพาไปส่งที่ด่านต.ม.) มันอาจจะไม่แพงสำหรับบางคน แต่มันไม่คุ้มสำหรับเราน่ะ สุดท้ายเลยคุยกันว่า ไว้ค่อยมาเที่ยวเวียงจันทน์คราวหน้าแล้วกัน เสียดายแต่ก็ไม่อยากเหนื่อย



  รถสกายแลป ลาว (หรือที่ไหนๆ ไทยก็ด้วย) เหมือนกันไปหมดเลย ไม่ค่อยจริงใจเท่าไหร่ ตอนแรกก็กะว่าจะเรียกไปลงที่ท่ารถเพื่อต่อรถกลับฝั่งไทย พี่ท่านคิดคนละ 10000กีบ แต่เราเอะใจ เลยดูแผนที่เอา สุดท้าย เราก็เลยปฏิเสธไป เดินไปเดินมาจากที่รถตู้ปล่อยเราลง เดินไปถึงท่ารถ กิโลกว่าๆ พี่เรียกค่ารถซะขนาดนั้น (เกือบโดนหลอกอีกแล้ววว)



  ก่อนจะกลับจากลาว เราก็แวะหาข้าวกินซะก่อน ไปเจอร้านอาหารตามสั่งแถวในเมือง ไม่คิดว่าจะอร่อย แต่กับข้าวร้านนี้อร่อยแฮะ ท้องอิ่มแล้วก็ เดินต่อ ไปถึงท่ารถ ทันซื้อตั๋วรถกลับไทยรอบ 1430 พอดี รถมาเลทไป 10นาที เดินทาง รวมผ่านด่านต.ม. ก็ 1ชั่วโมงกว่าๆ เหมือนขามา 1630 นาฬิกา เราก็กลับมาสู่มาตุภูมิไทย

 

 

 

 

ตัดมาที่เวียงจันทน์เลยละกัน เตรียมตัวกลับบ้านแว้ว มีเวลาเดินเล่นๆ ผ่านๆ แค่นิดๆหน่อยๆ

 

ถนนหนทางก็คือๆกรุงเทพฯบ้านเรา
แต่ดูสงบกว่า สะอาดกว่า และไม่อีรุงตุงนัง

 

จริงๆแล้ว เวียงจันทน์ก็เดินเที่ยวได้ พวกรถรับจ้างที่นี่ชอบหลอกนักท่องเที่ยว
คิดค่ารถแพงๆ แต่หลอกเราไม่ได้หรอก เพราะเรามี Google Maps

ระยะทางเดินได้แบบสบายๆ +++คิดค่ารถเป็นร้อย (เป็นเงินไทย)
ที่นี่อะไรๆ ดีหมด ยกเว้นพวกรถรับจ้าง...ไม่ได้ต่างจากแท็กซี่บ้านเราหรอก...

 

ข้าวหมูแดงของลาว
อร่อย ผักเพียบเลย

 

เห็นเยอะๆนี่ไม่ใช่ผู้โดยสารนะ
พวกรถรับจ้างทั้งนั้น โ ค ต ร รำคาญพวกนี้เลย เกะกะมากๆ

 

 

 

 

 

 

  เวลายังเหลือ กว่าจะถึงรอบรถวีไอพี เอสคาร์ส ของชาญทัวร์ ที่จะพาพวกเรากลับบ้านคืนนี้ เราเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ชาญทัวร์ เข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา แล้วก็ออกไปสำรวจที่ทางหาอะไรทำฆ่าเวลา แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตอนเด็กๆเคยมาเดินตลาดริมโขง หนองคายกับที่บ้าน เลยชวนพี่โอไปเที่ยวกัน เกือบโดนพี่สามล้อไทยหลอก(อีกแล้ว) แต่ด้วยกูเกิ้ล เราก็พบว่ามันเดินไปได้ ไม่ไกล เราเลยปฏิเสธทุกคำชวนของพี่สามล้อ แล้ก็เดินเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ระหว่างทางเจอวัดก็แวะไหว้พระขอพรกันไป

  ตลาดริมน้ำโขง เปลี่ยนไปจากความทรงจำเยอะเหมือนกัน(ก็ไปมาตั้งแต่ 12ขวบ ตอนนี้ 25 ไม่เปลี่ยนก็บ้าแล้ว) เราเดินดูของเรื่อยเปือ่ยด้วยไม่คิดจะซื้ออะไร แต่แล้วก็โดนถุงแหนมเนืองจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมาดึงดูดให้เดินตามไป เดินอยู่ตั้งนานนมก็หาร้านไม่เจอ สุดท้ายเลยเข้าไปถามคนที่หิ้วถุงดื้อๆ แล้วภารกิจตามล่าแหนมเนืองก็เกิดขึ้น

 

  เดินจากต้นตลาดอีกฝั่ง ไปถึงท้ายตลาดอีกฝั่ง ก็เจอร้าน แต่ไม่ได้ถอยแหนมเนือง เพราะคิดขึ้นได้ว่าที่กรุงเทพก็มีร้านประจำให้กิน จะหิ้วไปทำไม  สุดท้ายมาจบที่หมูยอ กะ มะพร้าวแก้ว ฝากพ่อ กับ แม่คนละอย่างเป็นอันเสร็จพิธี เวลาไหลไปเรื่อยจนต้องรีบจ้ำกลับให้ถึงท่ารถก่อนรถจะออกโดยไม่รอเรา และแล้วพระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยลงต่ำ โบกมือลาให้พระอาทิตย์สุดท้ายที่ริมน้ำโขง เดินย่ำต๊อกไปตามซอกซอย ก่อนจะกลับมาถึงท่ารถ แล้วก็คว้ากระเป๋าขึ้นไปจับจองที่นั่ง ที่โอ่โถงสบายๆ อีก 9ชั่วโมงเราเจอกัน กรุงเทพนคร บ้านที่รักของเรา

 

 

 

 

จากท่ารถ หนองคาย มาแม่น้ำโขง ก็เดินมาได้
ไอ้พวกรถรับจ้าง (ที่ฝั่งไทย) +++กะจะฟันอีกแระ
แต่อดไป เพราะเรามีกูเกิ้ล

 

จบด้วยภาพยามเย็น ริมแม่น้ำโขงฝั่งไทย บรรยากาศดี ลมเย็นๆ

จบ Season 1 นะจ๊ะ มั่นใจได้เลยว่า มี ภาคต่อแน่นอน อิอิ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet