2011/Mar/03

 

The Road to Laos: ผจญภัยไปในวังเวียง

 

 

 

 

 

 ค่ำคืนอันแสนยาวนานผ่านพ้นไป พร้อมๆกับพระอาทิตย์วันใหม่ค่อยๆโผล่หน้าโผล่มาทักทาย เราขยับลุกขึ้นจากเตียง บิดขี้เกียจเล็กรน้อย รับรู้อากาศว่า วันนี้เย็นกว่าเมื่อวานแฮะ สดชื่นกระปี้กระเปร่า แล้วก็เตรียมตัวออกไปผจญโลกกว้างกัน
เราเติมพลังให้ตัวเองด้วยเบอร์เกอร์ที่เหลือจากเมื่อคืน ที่ตอนนี้รู้สึกเหมือนโดนแช่แข็งนิดๆ ด้วยอากาศเย็นๆเมื่อคืน ที่สามารถเนรมิต ห้องนอนไร้พัดลม และ แอร์ให้กลายเป็นตู้เย็นได้ แต่ถึงกระนั้น เบอร์เกอร์ก็ยังอร่อยอยู่ดี (ทำได้ไง)

  วังเวียง เมืองเล็กๆ ที่เด่นเรื่องวิวสวย ภูเขาหินปูนตระหง่านมากมายเป็นวิวที่โอบล้อมเราอยู่ ที่นี่เลยเป็นมืองแห่งการผจญภัยที่ดีเมืองนึง (แต่ถ้าใครไม่ชอบแอดแวนเจอร์ คงจะเบื่อๆ เพราะไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ นอกจากนอนดูดซับวิว แต่แค่นั้นก็อิ่มแล้วนะ) ด้วยถ้ำ เถือน ที่มีอยู่มากให้ไปค้นหา แถมยังมีสายน้ำเย็นๆใสแจ๋วให้ลงไปเล่นให้ชื่นใจกันไป กิจกรรมที่มีอยู่มากมาย มีทั้งมัวร์เช่าห่วงยาง ให้ไปนั่งลอยน้ำซอง มีเรือคายัค หรือจะไปนั่งเรือชมวิวริมน้ำซอง มีแม้กระทั่งจุดกระโดดน้ำ หรือถ้าเบื่อน้ำ จะลุยเข้าถ้ำ ไปปีนเขา ก็เป็นเรื่องที่น่าท้าทายเหมือนกัน

 

  แต่เนื่องจาก เรายังไม่แอดว้านซ์ถึงขนาดเป็นโปรแอดเวนเจอร์ เรราเลยเลือกอะไรกลางๆที่เราสามารถไหลเอื่อยไปกับเวลาได้อย่างไม่ต้องเร่งรีบ และ เหมือนเดิม เราไม่ซื้อทัวร์อะไรทั้งสิ้น (จริงๆอยากไปลอยห่วงยางมาก แต่เวลาไม่พอ ไว้คราวหน้า) เราเลือกที่จะไปเที่ยว Organic mulberry farm แต่เช้า แล้วก็กลับมาพจญภัยกะถ้ำตอนบ่ายๆ (ออกกลางแจ้งก่อน เข้ามาในร่ม)

  เราตัดสินใจเช่ามอเตอร์ไซด์ครึ่งวัน สนนราคา 70000กีบ เติมน้ำมัน 5000กีบ เพื่อจะไปเที่ยวได้สะดวกขึ้น (เพราะส่วนมาก ต้องเดินทางไปไกลนิดนึงถึงจะถึงสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่) นอกเหนือจากมอเตอร์ไซด์ ก็มี จักยานให้เช่าอยู่ แต่เราเอาสะดวก เนื่องด้วย จักยาน 2ขัน กะ มอเตอร์ไซด์ 1คัน ราคา พอๆกัน แถมมอไซด์ไม่เหนื่อยเท่าด้วย

 

 

 

 

ถ่ายมา 6-7 รูป มารวมกันใน Photoshop อยากให้รู้่ว่าที่นี่สวยจริง อะไรจริง

 

ที่ลาวก็มีแกะนะ เห็นปะ

 

เพิ่มวิตามิน D ซะหน่อย เช้าๆแบบนี้ อากาศดีมากๆ ริมแม่น้ำ

จะมีอะไรดีไปมากกว่าอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และขุนเขาได้อีกนะ

 

พี่โอบอกว่า "จะถ่ายรูปให้ได้แสงสวยๆ มันก็ต้องเวลาแบบเนี้ย หน้าตาดูมีสีสัน"

 

เรือใครก็ไม่รู้ ที่นี่ตอนน้ำลง ก็ แบบว่า เดินข้ามแม่น้ำกันได้สบายๆเลย

เสียดาย ยังไม่ได้ลงเล่นน้ำที่นี่เพราะ เวลาไม่พอ... น้ำใส่ น่าเล่นมากๆ
ถ้าเป็นแม่น้ำบ้านเรา จะกล้าลงไปเล่นกันป่าวนะ

 

ถ้าอยากล่องแม่น้ำก็แบบนี้เลย มีให้บริการ เหมือนกะลังจะแข่งกันอยู่นะ 555+

 

ตอนเช้าๆ ละแวกนี้ จะคึกคักมากกกก ก็มีแค่ที่นี่ล่ะครับที่มีของให้กินตอนเช้าๆ
ในเมืองเล็กๆ แบบ วังเวียง

 

 

 

 

 เราเริ่มจากการเดินเล่นอยู่ริมน้ำ ก่อนจะแวะไปขี่รถรอบเมืองชมบรรยากาศยามเช้า แล้วก็กระดื๊บไปที่ฟาร์มตอน 8โมง กะว่าให้ทันเที่ยวรอบ1000 โมงตามที่โฆษณาในเว็บ แต่พอไปถึงฟาร์มกลับไม่มีพนักงานอย่างที่คิด เราเลยไปนั่งจิบกาแฟเพลินๆ แล้วก็ออกไปเดินเล่นริมแม่น้ำซองด้วยคิดว่ามาเช้าเกินไป พอ 10โมงเราก็กลับเข้าไปถามในฟาร์ม กลับได้รับคำตอบมาว่า ไม่มีพาเที่ยว อยากดูอะไรเดินเข้าไปดูเองได้เลย เราเลยเดินเข้าไปสำรวจแบบงงๆ

 

 

 

 

ด้านหลัง ไกลๆนู่นนนน เป็นจุดกระโดดน้ำ เห็นฝรั่งกะโดดกันใหญ่
คือเค้าขุดบ่อลึกลงไปในแม่น้ำ ให้เป็นสระลึก ไว้กระโดดน้ำเล่น

และตรงจุดนี้ เป็นจุดเริ่มต้นเล่น Tubing คือการล่องห่วงยางนั่นเอง
อยากเล่นเว้ยยย

 

 

 

 

  เดินวนๆ อยู่1รอบ แต่ก็หาต้นmulberry ไม่เจอ เลยเดากันเอาว่า มันคงไม่ใช่หน้าที่ลูกมันออกมั้ง ซักพักเลยเดินย้อนกลับมา ไปเจอคอกแพะ เลยแวะเข้าไปดู ที่นี่เปิดให้อาสาสมัครมาทำงานที่ฟาร์มด้วย แต่เราเข้ามาเกินเวลาที่เค้ารับแล้ว เราเลยทำได้แต่เข้าไปเดินดูเล่น และ สังเกตุการ

  มีแพะเต็มไปหมด แยกเป็นตัวละคอก มีฝรั่ง2คน(คงเป็นอาสาสมัคร) กำลังให้อาหาร เราแวะไปอีกฝั่งที่เค้ายังไม่ทำงนกันก่อน เล่นเริงร่าซักพัก พอเค้าเข้ามาให้อาหารเราก็ไปขอแบ่งอาหรมาให้แพะบ้าง สนุกสนานดี ใครว่าแพะกลิ่นเหม็น เราว่าไม่นะ กินมันออกจะนมๆ ฉุนไปบ้างเป็นกลิ่นเฉพาะตัว แต่มันก็ไม่เหมือนนะ

  เสร็จจากแพะก็กลับลงมา ไปเจอหมูอยู่ข้างล่าง หมูที่นี่ตัวใหญ่มากกกกกกกกกกกก ใหญ่กว่าหมูบ้านเราเยอะเลย ที่สำคัญมีหมูดำด้วย(คุโรบุตะ กั่กๆๆ) แต่หมูมันดุอ่ะ ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง O.O วุ่นวายกับหมูซักพัก เราก็ย้อนกลับออกมา ไปนั่งพักอยู่แถวๆหน้าฟาร์ม แล้วก็ไปถามเค้าว่า ต้นหม่อนมันอยู่ที่ไหน เค้าเลยให้ไปดูอีกฝากของฟาร์ม แต่ก็มีอยู่น้อยนิดอ่ะ คงไม่ใช่หน้าที่มันออกลูกจริงด้วย เลยต้องจำโบกมือบ๊ายบาย แล้วก็ออกจากฟาร์มมา

 

 

 

 

ไร่ มัลเบอร์รี่ คือลูกหม่อนนั่นเอง ที่ Organic farm วังเวียง (ต้องขี่มอไซมานะจ๊ะ)

 

"น้ำดื่มตรา "ท่อเสีย" ที่นี่ บริษัท เบียร์ลาว ใหญ่มากๆ อะไรอะไรก็เบียร์ลาว

ป้ายนู่นนี่นั่น ก็สนับสนุนโดยเบียร์ลาว จะไม่รวยได้ไง... ขนาดผมไม่ค่อยกินเบียร์
แต่ไปอยู่นู่น กินมันทุกวัน..."


จริงๆมันอ่านว่า "หัวเสือ" นะจ้ะ
พี่โอจงใจทำแบรนด์เค้าเสียหมด

 

ได้เวลา "จับแพะ ชนแกะ" แว้ว แว้วๆ

 

ดู ว่าน้ำเค้าใสขนาดไหน... ทำไมบ้านเราไม่มีแบบนี้บ้างนะ

 

 

 

 

 

  ขี่รถลัดเลาะเมืองกลับมาถึงที่พัก เพื่อนั่งพักและเตรียของนิดๆหน่อยๆ ก่อนที่เราจะออกไปผจญภัยในถ้ำ วังเวียงมีถ้ำน่าสนใจให้ไปเยื่อมเยือนหลายที่เลย แต่เวลาเรามีน้อย(อีกแล้ว) เราเลยเลือกถ้ำที่มีบ่อน้ำสีเขียวหน้าถ้ำ อย่าง"ถ้ำพูคำ"
ที่ไปไม่ถึงกับใครนัก สามารถขับรถออกไปจากที่พักเราทางด้านหลังได้ทันที แต่ถึงกระนั้นก็แอบงง และ หลงทางอยู่ตรงสี่แยกตั้งนาน ด้วยแผนที่งงๆที่ร้านเช่ามอเตอร์ไซด์ให้มา แล้วเราก็พบว่า ไม่ใช่เราที่หลงกันอยู่คู่เดียว เพราะในขณะที่เรามึนกะทางอยู่ ก็มีฝรั่งหลายคู่ มาช่วยเรางง ฮาาาา สุดท้ายเราก็เสี่ยงดวงเอาตามสัญชาติญาณดิบ แล้วฝรั่งก็เชื่อตามเรา บอกว่าให้เรานำทาง

 

 

 

 

ภายในที่พัก แบบ โรงนา อยู่กันแบบ "จำเลยรัก" 555+

ตอนกลางวันมีแสง ทะลุผนังห้อง ซึ่งทำจาก เอ่อ ต้นกก มั้ง สวยดี

 

ถ่ายเล่นๆ แถวๆ หน้าห้องพัก จะเรียกห้องพักดีมั้ยนะ

 

คือว่านี่แค่ต้นไม้ในบริเวณที่พัก อากาศที่นี่ดี มลพิษมาไม่ถึง

ต้นไม่งอกงาม คนอยู่รวมกับธรรมชาติ นี่ล่ะถึงจะเหมาะกัน

ยังไงคนเราก็ไม่เหมาะกับ บ้านที่มีแต่ผนังปูน หรือเมืองที่มีแต่ควันพิษหรอก เนอะ

 

อันนี้ลูกอะไรไม่รู้ ตกอยู่แถวหน้าๆห้องพัก นอนๆ ก็ได้ยินเสียงร่วงลงมาทั้งคืน

แถมมดขึ้นอีกตะหาก ท่าจะหวานอร่อย แต่....ไม่กล้าลองกิน หุหุ

 

 

 

 

 

  ถนนหนทางยาวไกล มีทุ่งนา เรือกสวนเป็นวิวข้างทาง ขับรถไปเรื่อยๆก็รู้ว่ามาถูกทางแล้ว เพราะเริ่มมีป้ายบอกทางโผล่มาเป็นระยะ แต่ต้องระวังไม่ให้โดนถ้ำเอกชน(ถ้ำปลอม) ล่อลวงให้เข้าไปเที่ยว เราตรงดิ่งไปอึดใจใหญ่ๆก็ถึงที่หมาย จ่ายค่าเสียหาย(ค่าเข้าชม+ค่าจอดรถ) คนละ 10000กีบ ก็เป็นอันเสร็จพิธี

  ถ้ำพูคำ เป็นถ้ำหินปูนที่สูงโปร่ง มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ นอกเหนือจากนั้น ยังมีสระน้ำมรกตอยู่เบื้องหน้า น้ำใสแจ๋วสามารถลงเล่นน้ำได้

  เราเดินสำรวจเล็กน้อย ก่อนที่จะแวะไปดูทางเข้าถ้ำ แล้วก็ลังเลว่าต้องจ้างไกด์เข้าถ้ำรึเปล่า เพราะว่าไม่เคยเข้าถ้ำไหนมาตลอดชีวิต แถมอ่านรีวิวจากในเนตมาเค้าบอกว่าไม่ควรไปเอง เดี่ยวจะหลงซะเปล่าๆ แต่ค่าจ้างไกด์ก็ช่างแสนแพงเสียนี่กระไร ลังเลใจอยู่ซักพัก ก็เลยตัดสินใจปีนไปดูปากถ้ำก่อนแล้วค่อยว่ากัน สุดท้ายขึ้นไปถึงข้างบน เห็นพวกฝรั่งยังมุดกันเข้าไปเอง ก็เลยตัดสินใจ เอาวะ เข้าไปลุยกันเลยดีกว่า (พกไฟฉายมาพร้อมแล้วนี่หน่า) ถ้าใครจะมาเที่ยวถ้ำ สิ่งสำคัญคือไฟฉายนะจ้ะ
ถ้าไม่มี หน้าถ้ำ มีให้เช่าจ้ะ แต่ราคา จำไม่ได้จริงๆเพราะเรามีไปเอง

 

 

 

 

ภูเขา กับสายไฟฟ้า มันไม่ค่อยห่างกันเลย
อย่างที่บอกไว้ ความเจริญแบบเมือง กับความเป็นชนบท
อยู่รวมกันได้แบบลงตัว
โดยที่ความเจริญของเมืองไม่มากเกินไปจนทำลายความเป็นชนบท

 

ถ้าภูคำ (Tham Phu Kham) มีบ่อน้ำสีเขียวมรกตไว้ให้ผ่อนคลาย หลังกลับจากไปลุยในถ้ำ

 

อีกมุมหนึ่ง ตอนที่ไปมีฝรั่งคนหนึ่ง นั่งเล่นกีตาร์ อยู่ อืมมม แต่ละเพลงเพราะด้วยสิ บรรยากาศดีมาก

 


 

 

 

  ปีนลงไปในถ้ำตอนหน้า ก็ยังสว่างสไวดี แวะสักการะองค์พระเล็กน้อย ขอให้คุ้มครองให้ปลอดภัย แล้วเราก็เริ่มมุดเข้าไปในถ้ำ ที่เริ่มมืดสนิดไปตามทางที่เดินลึกเข้าไป ในจังหวะที่กำลังมุดกันอยู่2คน ก็มีกลุ่มเด็กชาวลาวกลุ่มนึงตามเข้ามาด้วย แต่พวกน้องๆช่างกล้ามากันแบบไม่มีไฟฉาย มันมืดจนเดินไม่ได้ สุดท้ายเลยได้เด็กๆตามมาร่วมทางเป็นขบวน

  ถ้ำข้างในลึกและซับซ้อน ลื่นเป็นช่วงๆ ต้องใช้ความระวังมากทีเดียว แต่ทิศทางก็ไม่ได้งงมากมาย(แต่ประมาทไม่ได้ เพราะมันหลงง่ายจริงๆ) เพราะตอนเข้าไป กะออกมา มันเป็นคนละทาง ทั้งๆที่เราคิดว่ามันเป็นทางเดียวกันแท้ๆ แต่ที่มันไม่ยากเพราะว่า มีฝรั่งอยู่เป็นจุดๆ สวนเข้าสวนออก แล้วก็ช่วยบอกทางกัน เพราะงั้นสรุปได้แล้วว่า ไกด์ไม่จำเป็น แต่ต้องมีสติ และ ใจกล้านิดนึง
แต่มีเรื่องนึงต้องระวัง มีฝรั่งคู่นึงเห็นเรามากับเด็กลาว ก็เข้ามาเตือนว่าระวังโดนเด็กหลอก ทำมาเป็นเดินด้วยแล้วหลอกเอาเงิน เป็นค่าพาเที่ยว แต่พอดีเด็กๆที่มากับเรานี่ ตั๊นเห็นตอนเข้ามาพอดีว่าเป็นเด็กชาวกรุง นักท่องเที่ยวที่มากับพ่อแม่บนรถเก๋งหรูน่ะ 555 (ชาวลาวเค้าก็เที่ยวเมืองลาวเหมือนกันนะ) ขอบคุณฝรั่งไป แล้วก็มาคิดว่า ที่ไหนก็มีมิจฉาชีพ ถ้าไปเที่ยวกัน ระวังอย่าให้โดนหลอกนะคะ

  ข้างในถ้ำ เงียบ เย็น มืด แต่ก็น่าตื่นตาตื่นใจ มีหินที่ส่องไฟแล้วระยิบระยับอยู่เป็นระยะ เรา2คนตื่นเต้นมาก เพราะทำอะไรแบบนี้ครั้งแรก แต่ก็ชอบในความสนุก และ ตื่นเต้นนั้นเหลือเกิน ท่าจะติดใจแล้วนะเนี่ย 555 กว่าจะกลับออกมา ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมง ไต่เขากลับลงมาก็มานั่งชิวริมน้ำ ดูฝรั่ง ดูคนลาว โดดน้ำกันไป อยากลงไปเล่นน้ำ แต่พี่โอดันไม่เอาชุดมาเปลี่ยน จะลงไปคนเดียวก็ไม่อยากเปียกคนเดียว เลยอดเล่น นั่งชิวริมน้ำไป พร้อมฟังเพลง jason Mraz ที่มีฝรั่งนั่งเล่นอยู่ข้างหลัง ชิวตามๆกันไป เพราะ และ เพลินดี

 

 

 

 

หินภายใน"ถ้ำหินปูน" จะเป็นหินลักษณะแบบนี้ เป็นประกาย ระยิบระยับ
ถ้าไม่มีไฟฉาย ไม่มีทางเข้าไปได้แน่ๆ

ถ้าไปเที่ยวแนะนำว่าให้เตรียมไฟฉาย (แบบแรงๆ) ไป เพราะข้างในค่อนข้างไกล
แล้วก็ไม่ต้องจ้างไกด์หรอก
ไม่มีประโยชน์ (เกือบจ้างแล้วเหมือนกัน) ไปลุยเองสนุกกว่า ตื่นเต้นดี

 

ดู "หิน" ดิ ต้องมุดๆๆ เข้าไป

 

ปากทางเข้ามีพระพุทธรูปไว้ให้สักการะบูชา

 

 

 

 

 

  เวลาบ่ายเริ่มคล้อยตามหลังมา เราก็ย้ายก้นกลับบ้านไปนอนเล่น อยู่ที่วังเวียงเราใช้เวลากันเปลืองมาก ปล่อยให้มันไหลเอื่อยเฉื่อย ไม่รีบไม่ร้อน เนื่องจากมันร้อน แล้วก็ ที่เที่ยวมันต้องใช้เวลาอย่างต่ำเป็นชั่วโมง ซึ่งถ้าเรารีบๆ มันก็จะมีเวลาเที่ยวไม่พอ แถมมันจะเหนื่อยเปล่าๆ เราเลยคิดว่า ค่อยๆเที่ยวเก็บไปเรื่อย ไปที่ไหนไม่ทัน ก็ไว้มาเที่ยวใหม่ คิดแล้วก็กลับไปนอนกลิ้งอยู่ที่ห้องพัก จนเริ่มจะเย็นเราก็ออกเดินทางอีกรอบ

  เราเอามอเตอร์ไซด์ไปคืน แล้วก็เดินข้ามสะพานกลับมาฝั่งชนบท เดินเลาะสะพานเล็กๆข้างรีสอร์ตทะลุไปทางนาด้านหลัง เดินผ่านทุ่งนาที่มีวัวเต็มไปหมด มุ่งหน้าไปถ้ำฤาษี พร้อมกับรอชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น เราเดินเรื่อยเปื่อยไปตามคันนา พระอาทิตย์เริ่มคล้อยลงมาเรื่อยๆ ไปถึงทางเข้าถ้ำ แต่แล้วก็ตัดสินใจไม่เข้า เพราะว่ามันใกล้จะมืดแล้ว เดินย้อนกลับออกมา พระอาทิตย์กำลังจะตกพอดีเลย ทุ่งนากลายเป็นสีทอง จนพระอาทิตย์ลับขอบภูเขาหายไป

 

 

 

 

ส่งโปสการ์ด ให้ตัวเองซะหน่อย (จากวังเวียง) เป็นไปรษณียบัตร ของไปรษณีย์ไทยนั่นล่ะ

 

ทุ่งนายามเย็น

 

พระอาทิตย์ตกที่วังเวียงงงงงง

 

 

 

 

  เราเดินกลับออกมาริมน้ำ แล้วก็กลับที่พัก อาบน้ำอาบท่าให้สบายตัว วันนี้เราเลือกที่จะไม่ออกไปไหน กินข้าวอยู่ที่ที่พัก ที่เพิ่งรู้ว่าอาหารเค้าก็ขึ้นชื่อ (สังเกตุจากฝรั่งมากินเต็มเลย) กว่าจะรู้วาเมนูปลาต้องสั่งไว้ล่วงหน้าแต่เช้า เราก็กินแห้วไป แต่โชคดีอยู่กับเรา ที่มีปลาหลุดลอดมาหาเราจนได้ 1ตัว มื้อเย็นก็เลยมีเสต็กหมู กับ ปลา แกล้มเบียร์เย็นๆ ให้อิ่มท้องกันไป

  เสร็จจากอาการ เราก็เขาเมือง เอาหนังสือโลนลี่แพลนเนตไปให้โนบุซังยืมไปซีร็อค (เจอกันตอนเอามอเตอร์ไซด์มาคืน) ก่อนที่จะคุยกันอีกนิดหน่อย แล้วก็บอกลากัน แล้วค่ำคืนสุดท้ายในวังเวียงก็กำลังจะหมดไป 

 

 

 

 

หน้าโรงนา "จำเลยรัก" อิอิ

ด้านหลังเป็นคลองเล็กๆ กับทุ่งนา เย็นก็มีเด็ก มาเล่น
ควายคลุกขี้โคลน บ้านนอกๆ แบบนี้ล่ะ ที่เราต้องการ

 

อาหารที่นี่ ก็อร่อยใช้ได้ทีเดียว แต่ว่า ต้องสั่งแม่บ้านให้เค้าไปซื้อของมาเตรียมท ำไว้ให้ก่อนโชคดีที่ยังเหลือ ปลาอีกตัว รอดแล้วคืนนี้...

อยากไปยุโรป อยากลองกินขนมปังดูว่า จะเหนือกว่าที่ลาวซักแค่ไหน
ส่วนหนมปังที่เมกาอ่ะ ไม่ชอบ!! ตรึงง

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 3 Mar 2011 16:34:45 by C'est la vie

Comment

Comment:

Tweet


Hello! bdeeddb interesting bdeeddb site! I'm really like it! Very, very bdeeddb good!
#3 by iyueeyeu (103.7.57.18|213.230.122.154, 96.31.86.184) At 2012-12-12 08:23,
Hot! Hot! Hot!

บรรยากาศน่าไปมาก ๆ เลยล่ะครับ น้ำน่าเล่น มากมายน้าาาา
สวัสดีครับ ได้อ่านเรื่องราวการท่องเที่ยวที่สนุกน่าติดตาม และได้ชมภาพที่ถ่ายมาอย่างสวยงาม ยอดเยี่ยมเลยครับ
#1 by ลุงชาติ At 2011-03-03 22:50,