2011/Feb/26

 

The Road to Laos: moving on to Vangvieng

 

 

 

 

 

ดองยาวอีกแล้ว ขอโทษค่า ช่วงสิ้นเดือน งานยุ่งอ่ะ

แถมตอนนี้รีโนเวทบ้านใหม่ (ทำใหม่เกือบจะทั้งหลังและ) วุ่นวายมาก ต้องทำความสะอาดหัวโตทุกวันเลย แถมไม่มีแววจะเสร็จเร็วๆนี้ซะด้วยสิ 555 เหนื่อยกันต่อไป

 

 

 

 

มาต่อเรื่องของเราดีกว่า ใกล้จบแล้วล่ะ แหะ

 

 

 

 

 

  ค่ำคืนอันแสนสบายบนเตียงนุ่มๆได้ผ่านพ้นไป เราตื่นสายนิดหน่อยเพราะว่าไม่มีแพลนไปเยี่ยมชมที่ไหนแล้ววันนี้ เพราะว่า เวลาเราหมด แล้วเราต้องเดินทางต่อแล้ว หลังจากอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน เราก็เริ่มเก็บของลงกระเป๋า
เมื่อวานเราซื้อตั๋วรถจากบริษัททัวร์ เที่ยว 9โมงเช้าเอาไป สำหรับเดินทางไปวังเวียง โดยที่จะมีรถสกายแลปมารับที่หน้าโรงแรม เหตุที่ตัดสินใจซื้อรถจากทัวร์เพราะว่า ไปเช็คที่ท่ารถแล้ว ค่าตั๋ว+ ค่าจ้างสกายแลปไปท่ารถ ตกแล้วราคาพอๆกับซื้อจากทัวร์ เราเลยเลือกที่จะสบายๆแทนแล้วกัน เช้าวันนี้ก็เลยผ่านไปง่ายๆแบบนั้นแหละ

  หลังจากที่เก็บของ และเช็คเอาท์ เราก็ไปนั่งรับลมเย็นๆหน้าโรงแรม 9โมงตรงรถสกายแลปก็มารับ การเดินทางก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง รถสกายแลปพาไปท่ารถของเอกชน (บ.ทัวร์) แต่รถบัสเล็กที่จองไว้ดันไม่วิ่งซะงั้น สกายแลปเลยพาเราไปนั่งรถตู้แทน สรุปกว่ารถจะออกก็ปาเข้าไปเกือบ 10โมงและ

 

 

 

 

เวลาหมดซะแล้ว ยังไม่อิ่มกับหลวงพระบาง ก็ต้องย้ายก้นไปวังเวียงต่อแล้ว


เวลามันผ่านไปเร็วอะไรอย่างงี้เนี่ย ชอบหลวงพระบางมาก
และยังไปไม่ทั่วเลย

ใครเคยเล่นเกม RPG จะรู้สึกว่า เมืองเล็กๆ อย่างหลวงพระบาง หรือวังเวียงนี่
เหมือนแผนที่ในเกม RPG เลย เพราะ ที่ต่างๆ ไปถึงได้ด้วยการเดิน เก็บเลเวลไปเรื่อยๆ

ว่าแต่เมืองเค้าเนี่ย แม่น้ำ ภูเขา ถ้ำ เมือง ผู้คน ทุกๆอย่าง อยู่รวมกันอย่างลงตัว สมเป็นเมืองมรดกโลกจริงๆ

 

 

 

 

  เนื่องจากรถตู้เต็ม เราเลยได้ที่นั่ง 2ที่ด้านหน้า ข้างๆคนขับ และพออ้ายคนขับรู้ว่าเป็นคนไทย อ้ายแกเลยชวนคุยยาวเลย แต่ไอ้ชวนคุยส่วนมากก็เรื่องของแกนั่นแหละ เราก็ได้แต่นั่งฟังเพลินๆไป เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เพราะอ้ายแกล่อภาษาลาวแต้ๆ (แต่ก็พอฟังออกแหละ) ฟังอ้ายพล่ามไป แสดงความเห็นไปบ้าง จนเหนื่อยแล้วเราก็ชิงหลับ 555 รถตู้ของลาวเป็นรถของฮุนได (เห็นใช้ฮุนไดทั้งประเทศ) เป็นรถตู้คันเล็กๆ ไม่เหมือนรถตู้บ้านเรา นั่งไม่ค่อยสบายเพราะว่าแคบ นั่งเบียดๆกะพี่โอ เพราะว่า ถ้าพี่โอไม่เกี่ยวไว้ จะกลายเป็นเราหลับไปซบคนขับแทนได้ ซึ่งไม่ดีนะ
วิว ภูเขา 2ข้างทาง เป็นเหวบ้าง หุบบ้าง เจอหุบที่มีหมอกหนาทึบคลุมไปตามทาง มองแล้วก็เพลินตาดี


  รถตู้แวะพักให้กินข้าวกลางวันประมาณเที่ยงๆ แต่เนื่องจากลงไปดูแล้วไม่มีอะไรน่ากิน เลยไม่กินข้าวกลางวัน ควักขนมล็อกเกอร์ที่พกมาแบ่งกันกินพอประทังหิวไป กับข้าวอาหารตามสั่งที่ลาว(จริงๆก็กับข้าวลาวนั่นแหละ) มัมไม่ถูกปากเลยจริงๆ แค่คิดก็ไม่อยากกินแล้ว


  หลังจากพักกลางวัน อ้ายก็แวะพักให้เข้าห้องน้ำอีก 2-3ครั้ง ก่อนที่เราจะมาถึงวังเวียงเอาตอนบ่ายๆ เกือบจะ4โมงเย็น รถมาจอดที่ท่ารถวังเวียง ต่อจากนั้นเราต้องหารถเข้าเมืองกันเอาเอง แต่การหารถเข้าเมืองไม่ได้ยากเย็นอะไร เราก็อาศัยฝรั่งที่มารถตู้คันเดียวกัน ไปขอแชร์รถสกายแลปกับเข้าเข้าเมือง ตกแล้วสกายแลปคิดเราคนละ 10000กีบ เราเลือกที่พักไว้บ้างแล้ว เลยตัดช๊อยการเดินหาที่พักในเมืองไปได้เยอะ แต่เนื่องจากที่พักที่วังเวียงไม่ค่อยให้จองล่วงหน้า เราเลยเสี่ยงให้รถเข้าไปส่งตรงหน้าที่พักที่เลือกไว้ แล้วลองไปถามห้องดู ห้องที่อยากได้(มีห้องน้ำส่วนตัว)เต็ม เหลือแต่ห้องน้ำรวม แต่พอลองเข้าไปดูแล้ว ห้องพักไม่ไกลห้องน้ำ เราเลยตกลงอยู่ที่นี่ ตอนแรกว่าจะอยู่คืนเดียวแล้วหาที่อยู่ใหม่ แต่ไปๆมาๆขี้เกียจเก็บกระเป๋า เลยตกลงพัก2คืนเลยทีเดียว สุดท้ายเราก็ออกไปเช็คอินที่พักกันที่ "MayLyn Guesthouse"  ก่อนที่จะลงไปนอนแผ่บนเตียง เพราะหมดแรงงงงงง

 

  เวลาเย็นมาเยือน อากาศเริ่มเย็นลงเล็กน้อย เราก็หยิบกล้อง แล้วออกเดิน สำรวจที่ทางในวังเวียง เมืองวังเวียงแบ่งเป็น 2ฝั่ง โดยมีแม่น้ำคานผาดผ่านอยู่ตรงกลาง และสายน้ำนี้เองที่แบ่งชั้นของเมืองออกจากกันโดยสิ้นเชิง ฝั่งตัวเมืองวังเวียง เต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย ดูไปก็ไม่ต่างจากถนนข้าวสารบ้านเราเท่าไหร่ ประชากรส่วนใหญ่ส่วนมากก็เป็นฝรั่งที่เดินว่อนทั่วไปหมด แต่เพียงแค่ข้ามฝั่งของแม่น้ำคานสายนั้น ความอึกทึกก็ถูกแทนที่ ด้วยทุ่งนา และขุนเขา ความสงบ กับ ความวุ่นวาย อยู่ใกล้กันแค่นี้เอง แต่นี่แหละเสน่ห์ของวังเวียง

 

 

 

 

สะพานไม้ฟรีที่วังเวียง
ไปอยู่วังเวียง เราไม่ง้อสะพานเสียเงิน ถึงแม้ว่ามันจะใกล้ที่พักเรามากกว่าก็เถอะ
อีกอย่าง สะพานเสียเงินอยู่ไกลเมือง ไม่ค่อยสะดวก แถมเสียเงิน นี่ล่ะประเด็น

 

มีบอลลูนให้เล่นด้วย ว้ากกกกกกก อยากเล่น

จะมีเมืองไหนที่มีวิวแบบนี้ให้ดูบ้างนะ ด้านหน้าเป็นทุ่งนา แม่น้ำ มีฉากหลังเป็นภูเขา

วังเวียง สวยก็ตรงนี้ล่ะ ขออย่าให้มีอะไรมาทำให้มันเปลี่ยนไปเลย...

ไม่อยากให้ทุนนิยมไปทำลายความสวยแบบแถวๆบ้านเรา O.O

 

บ้านนาวิว สมชื่อ วัวเต็มไปหมด

 

 

 

 

  วันนี้เราเลือกที่จะเข้าเมือง ไปสำรวจความวุ่นวาย และหาของอร่อยๆลงท้อง ที่เริ่มร้องหนักจากการที่ไม่ได้กินอะไรแต่เช้า (ไม่นับขนมประปราย รายทาง) มีร้านอาหารมากมายให้เลือก ทั้งพื้นเมือง และ อาหารนานาชาติ แต่เรามีร้านในดวงใจแล้ว หามาจากโลนลี่แพลนเนตเช่นเดิม เป็นร้านเบอร์เกอร์สัญชาติญี่ปุ่น ที่โลนลี่แพลนเนตโฆษณาว่า มีดีที่ "ใหญ่"
แล้วเราก็ตามรอยขนมปังยักษ์ไป จนได้เจอกัน "Whopping Burger"

 

 

 

 

แวะเดินชมเมือง

อันนี้ร้านตัดผม เป็นศิลปะแบบ Open Air ตัดมันข้างถนนแบบนี้เลย ตอนนี้ร้านปิดแระ

 

 

 

 

 

  ด้วยความหิว และ ตะกละ ทำให้เราสั่งเบอร์เกอร์มาคนละชิ้น พร้อมด้วย สลัดผักไส้กรอก ไม่ลืมเบียร์ลาวเย็นๆ โดยที่ยังไม่ได้เอะใจกะสิ่งที่จะได้พบเจอต่อไปข้างหน้า พอสลัดมาเสริฟ ก็กินกันไปขำๆ แต่พอสลัดใกล้หมดและเบอร์เกอร์โผล่มา เรา2คนตาโตเท่าไข่ห่าน ใหญ่แข่งกับเบอร์เกอร์ เพราะเจอของยักษ์เข้าให้แล้ว


 วันนี้เป็นวันธรรมดา ที่ร้านเลยออกจะเงียบๆ เรา2คนเป็นเพียงลูกค้ากลุ่มเดียวในร้าน เราสั่งอาหาร โดยที่มีโนบุซัง(เจ้าของร้าน) มาคอยแนะนำเมนูให้อย่างใจเย็น (เพราะเราถามเค้าเยอะมาก) แต่โนบุซังก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเต็มใจบริการ เราสั่งมาเยอะแยะอย่างโลภ ก่อนที่จะตกใจกับไซส์ของอาหาร แต่สะใจมาก และ อร่อยมาก

  ในขณะที่เรานั่งคุยกันงุ๊งงิ๊ง อาหารก็มาเสริฟ แล้วคุมิโกะซังก็มาขอถ่ายรูป เอาไปประดับร้าน เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนมีหมาตัวนึงโผล่เข้ามา น่ารักมาก เข้ามานอนเล่นเนียนเหมือนมันเป็นเจ้าของร้าน เราก็สงสัยว่าหมาที่นี่รึเปล่าจะได้เข้าไปเล่น เลยถามไปว่า "หมาที่ร้านรึเปล่าคะ" เป็นภาษาญี่ปุ่น เค้าก็บอกว่า ไม่ใช่ป็นหมาร้านตรงข้าม เลยหันไปบอกพี่โอว่า "หมาของร้านโน้นนนอ่ะ พร้อมชี้มือ" แล้วอยู่ดีๆคุมิโกะซังก็มาถามว่า "เป็นคนไทยเหรอคะ" ด้วยภาษาไทย ต่างคนต่างตกใจ แล้วสุดท้ายก็เลยมานั่งคุยกัน

  โนบุซังเล่าว่า เพิ่งมาเปิดร้านเบอร์เกอร์อยู่ที่ลาวได้ปีนึง ภาษาลาวยังไม่ค่อยเข้าใจเลย ภาษาอังกฤษก็ยังไม่ค่อยคล่อง แต่ก็มีความสุขดีที่ได้อยู่ที่นี่ ส่วนคุมิโกะซังเคยมาเป็นนักเรียนอยู่ที่ไทย เลยพอจะพูดภาษาไทยได้ (พูดไทยได้เก่งกว่าเราพูดญี่ปุ่นได้เยอะละกัน 55) เราคุยกันไปจิปาถะ เรื่อยๆ จนมีลูดค้าเข้าร้านนั่นล่ะ ทั้งคู่เลยขอตัวไป

 

 

 

 

เครื่องดื่มลาว เอ๊ะ คิดค่าโฆษณาดีมั้ยเนี่ย !

 

ร้าน Whopping Burger
โนบุซังเจ้าของร้าน กับ คุมิโกะซัง เป็นหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่น อัธยาศัยดีมากๆ
คุยกันแล้วก็ทึ่งเค้ามาก เก่งมากที่กล้าทิ้งชีวิตที่ญี่ปุ่น

มาอยู่กันแบบพอเพียงที่นี่...แค่รู้ว่าร้านเค้าได้ลง Lonely Planet
ก็ดีใจแทบจะกระโดดทะลุหลังคาแล้ว

 

ออร์เดิฟหมดแล้ว ก็ ต่อด้วยจานหลัง ดูขนาดของเบอร์เกอร์ซะก่อน

เบอร์เกอร์อเมริกา ชิดซ้ายยยยย ไปซะ

 

อ้วน หนา กว่าขวดเบียร์ลาวซะอีก
ขนมปังของที่นี่เค้าทำเอง แล้วย่างไฟให้กรอบนอก นุ่มใน จะว่าไปก็ทำเองทุกอย่าง

อาหารฝรั่ง มารวมกับ ผักพื้นเมืองของลาว
บอกได้เลยว่า ไม่มีเบอร์เกอร์ที่ไหน อร่อยกว่าที่นี่อีกแล้ว เท่าที่เคยได้กินมา...

 

 

 

 

  เวลาที่ยาวนานได้ผ่านพ้นไป เราก็กินเบอร์เกอร์ไม่หมดจนได้ เลยขอห่อกลับ(กะเก็บเอาไว้ตอนเช้า ด้วยความงก 555) แล้วเราก็นึกได้ว่าเราเอาโลนลี่แพลนเนตมาด้วย ตอนที่โนบุซังมาคิดเงิน เราเลยเปิดโลนลี่แพลนเนตให้เค้าดู ตอนแรกเค้าก็งงๆว่าเราทำอะไร แต่พอเห็นชื่อร้านตัวเองใน โลลี่แพลนเนต เค้าก็ดีใจตัวลอย ชูมือร้องฮูเล่ ลั่นร้านเลย ดีใจไปกับเค้าด้วยแฮะ อิอิ อยากมีร้านเป้นของตัวเองบ้าง อยากจะมีซักวันที่ทำตามใจฝันแบบ คนญี่ปุ่นคู่นี้บ้างจัง 



  หลังจากที่เราอิ่มทั้งท้อง และ อิ่มทั้งใจ เราก็แทบจะกลิ้งกันกลับบ้าน เดินเรื่อยเปื่อยไปตามทางเรียบริมแม่น้ำ แล้วก็ควักเอาไฟฉายออกมาเล่น เล่นจนแบตกล้องหมด แล้วก็กลับบ้านกัน คืนนี้คงหลับฝันดี

 

 

 

 

ก่อนกลับบ้านก็เล่นไฟฉายซะหน่อย อิอิ

วันแรกก็แบตหมด วันที่2ก็
ถ้าตั๊นท์ไม่ป่วยซะก่อน จะีมีเวลาเขียนใหม่ให้ถูกอะนะ
(แต่ถ้าเขียนถูก ก็ไม่น่าสนใจอะดิ อิอิ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปล. สุดท้ายฝันร้ายมาก ในขณะที่กำลังหลับๆตื่นๆ ก็โดนผีอำ แล้วภาพที่เห็น คนที่เรานอนกอดอยู่ไม่ใช่พี่โอ แต่เป็นผู้หญิงชุดขาวผมยาว TOT เราร้องกรี๊ดแทบตายเรียกให้พี่โอปลุกในฝัน(คือมันก็ไม่เชงฝันหรอก มันครึ่งหลับครึ่งตื่นง่ะ) แต่ไม่เห็นหน้าเค้าหรอกนะ เพราะพี่โอปลุกให้ตื่นมาก่อน บอกว่าตั๊นนอนร้อง อื้อๆๆๆ อยู่นานจนตื่น แล้วถ้าพี่โอไม่ตื่นมาปลุกตั๊น ไม่อยากจะคิดต่อ กรี๊ดดดดด ขนาดไหว้พระก่อนนอนแล้วนะเนี่ย ตื่นมากลัวซักพัก ไหว้พระอีกรอบ แล้วก็ข่มตานอนเพราะคนข้างๆ ชิงหลับต่อไปก่อนแล้ว -*- แต่แล้ววิกฤตก็ผ่านพ้นไป จนได้
อีกที เรื่องจริงไม่ได้นอนกอดกันอยู่นะ ต่างคนต่างนอนสุดๆ แต่ในฝัน บรื๋อออออออ 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet