2011/Feb/11

 

The Road to Laos: เช้าจรดค่ำ เราเดินย่ำอยู่ในหลวงพระบาง

 

 

 

 

 

  Wake up every one~ เสียงเพลง "Make it mine ของ Jason Mraz" ปลุกเราขึ้นมาจากพะวัง ในว่า เช้าวันใหม่ในหลวงพระบางมาถึงแล้ว ตั๊นชะโงกไปดูนาฬิกา จังหวะเดียวกับที่ มิตเตอร์สนูทแมนข้างๆกำลังกดให้เสียงที่หนวกหูโสดประสาทดับลงไป ตี4ครึ่ง ณ เวลาที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ แต่เมื่อสิ้นเสียงเพลงลง สิ่งที่เราทำ คือ นอนต่อ ตึง!! แต่ไม่ต้องห่วงอะไร เพราะเราตั้งเวลาเผื่อเอาไว้ด้วยการชะนี้แล ด้วยรู้นิสัยของตัวเองกันอย่างดี ด้วยที่ว่า เราต้องไป "ตักบาตรข้าวเหนียว" ให้ได้ เดี๋ยวใครๆเค้าจะว่าได้ว่า เรามาไม่ถึงหลวงพระบาง
 
  เวลาแห่งความงัวเงียยังดำเนินต่อไปพร้อมๆกับ ประสาทส่วนลึกที่สั่งให้ลุกได้ซะที และในที่สุด โลกก็เริ่มเดินอีกครั้งตอน ตี5.15 เราผลัดกันไปอาบน้ำอาบท่า แล้วก็เตรียมตัวออกไปทักทายกับยามเช้าของหลวงพระบาง ด้วยความที่ไม่รู้อะไร เราก็เดินถกกันไปว่า เราต้องไปตักบาตรที่ไหน แต่เดินไปไม่ทันไร ปัญหาก็เจอคำตอบ ด้วยมีเอื้อยชาวลาวเห็นคนละม้ายคล้าย นักท่องเที่ยว เอื้อยก็เดินมาชวนคุยแล้วก็ลากแขนไปทันที พร้อมยื่นกระติ๊บข้าวเหนียว และ ปูเสื่อให้อย่างเป็นที่เป็นทาง

 

 

 

 

ตักบาตรข้าวเหนียว แน่นอน เดี๋ยวมาไม่ถึงหลวงพระบาง

ถึงจะโดนป้า ชาวลาว มัดมือชกให้ซื้อของใส่บาตรแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็เหอะ ทำบุญๆ

 

 

 

 

  การตักบาตรข้าวเหนียวที่ลาว ตามธรรมเนียมแล้ว จะตักรกันด้วยข้าวเหนียวอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนกับข้าวชาวบ้านจะนำไปถวายที่วัดหลังจากการตักข้าวเนียวจะเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะว่า ป้องกันข้าวเหนียวในบาตรบูดจนพระฉันไม่ได้นั่นเอง
ที่นี่พระจะออกบิณฑบาตรพร้อมกันทุกวัน (ประมาณ6โมงเช้า) ทุกวัดโดยจะทะยอยเดินเรียงแถวหน้ากระดาน มาจากทางซ้ายบ้าง ขวาบ้างเวียนกันไป และเนื่องจากวัดที่หลวงพระบางเยอะพอสมควร ทำให้จำนวนพระสงค์มีมากถึง 300 องค์ขึ้นไปเลยทีเดียว ในการใส่บาตร ชาวบ้านก็จะมานั่งพับเพียบปูเสื่ออยู่ริมทางเท้า และ ขุกเข่าใส่บาตรกันอย่างเรียบร้อย สวยงาม จะมีบ้างก็คือผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่งพื้นไม่ไหว ก็จะพกเก้าอี้ตัวน้อยมานั่งรอแทน ไม่มีการยืนค้ำหัวพระกันแต่อย่างใด

 

 

 

 

ตักบาตรข้าวเหนียว มีทุกเช้า คนที่นี่ตื่นกันแต่เช้า เหมือนคนต่างจังหวัดบ้านเรา

จะใส่แต่ข้าวเหนียว กับขนม ส่วนกับข้าว จะไปถวายพระที่วัด

 

 

 

 

  เวลาแห่งพิธีการล่วงผ่านไป ด้วยอาการปั้มๆเป๋อๆ อยากบอกว่า พระที่นี่เดินเร็วมาก ข้าพเจ้าใส่บาตรไม่ทัน แถมยังเสียท่าให้เอื้อย ที่ยัดเยียดขนมเพิ่มให้แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว สุดท้ายเสียเงินไปอื้อเลย แต่คิดว่าทำบุญ เลยยอม หลังจากใส่บาตรเป็นที่เรียบร้อย ก็เป็นอันว่า ถึงหลวงพระบางแล้ว (ไม่ใช่และ) เราก็มุ่งหน้าไปเยี่ยมชมตลาดตอนเช้าของลาวกันต่อ ตลาดที่นี่ไม่เหมือนตลาดบ้านเรา ตรงที่ว่า พวกชาวบ้านจะมาปูเสื่อแบกะดินขายของ ของที่ขายก็หลายหลายต่างๆกันไป แต่ถ้าจะพูดถึงความเหมือนก็ต้องบอกว่า "คึกคัก" ไม่แพ้กันเลย

 

 

 

 

ตักบาตรเสร็จก็มาเดินตลาดเช้า ว้าว ว้าว

 

ขายของทั่วๆไปอะ เป็นผักซะมาก น่ากินโคตร แต่จะซื้อไปทำยังไงล่ะ

อยู่ที่นี่หาร้านขายอาหารลาวดีๆ กินไม่ได้ซักร้าน
(หรือมีแต่หาไม่เจอ หรือเจอแต่ไม่ถูกปาก เอ๊ะยังไง)

 

ไอ้ก้านๆนี่เค้าเรียกว่าไร จำไม่ได้ เอาไว้ตำน้ำพริก (ยังนึกภาพไม่ออกเลยแฮะ)

ขวามือนั่นรังต่อ ตลาดเช้านี่มีของแปลกๆ นอกจากนี้อีกเยอะ

น้ำผักงี้ ไคสดงี้ ขนมลาวงี้ (อร่อย)

 

 

 

 

 

  เราเดินเลาะเลื้อยในตลาดเช้าไปตามทาง จนไปสะดุดกึกอยู่ที่ร้านขายขนมหน้าตาแปลกๆ ถามไถ่แม่ค้าว่ามันคืออะไร แม่ค้าก็บอกไม่ถูก ส่งภาษาลาวกลับมา ไปๆมาๆแม่ค้าบอกว่า ก็เรียกว่า "ขนมลาวแล้วกัน" ด้วยความสนอกสนใจเราเลยถอยมา 1ชุด พร้อมด้วย ขนมมัน ข้าวต้มมัด และ ขนมกล้วย พร้อมสรรสำหรับมื้อเช้า มีของกินแล้วเราก็เดินต่อไปจนสุดทาง แวะนั่งพักอยู่ที่หน้าวัดใหม่สุวรรณพูราม เพื่อวางแผนว่าเราจะทำอะไรกันต่อไปดี

 

 

 

 

อะ ไปไหนต่อดี เช้าๆแบบนี้ กลับไปนอนเรอะ ไม่มีทาง มาเที่ยวนะ...

 

ทริปนี้มีผู้ช่วยที่ดีมากๆๆๆๆๆๆ เลย คือ Google map แล้วก็ Lonely Planet

ซื้อซิมมือถือที่นี่ เซ็ตค่าอะไรนิดหน่อย ก็ใช้ 3G ได้แระ
ไม่ต้องไปง้อ ค่ายบ้านเรา รอตั้งนานแล้วมันก็ยังไม่ได้เรื่องซักกะที

 

 

 

 

 หลังจากนั่งชิวจนหายเหนื่อย เราก็มุ่งหน้าลัดเลาะเมืองไปตามทางวิบาก เพื่อขึ้นไปชมพระธาตุพูสี ผ่านหน้าโรงเรียนที่เต็มไปด้วยเด็กตัวเล็กตัวน้อยที่มาโรงเรียนด้วยความชื่นบาน และก็แวะซื้อ บาแก็ต 1ชิ้น หั่นครึ่งติดไม้ติดมือ ด้วยกลัวว่าขนมที่มีจะไม่พอกิน ทางขึ้นพระธาตุ พูสี (Phu Si) มีสี่ด้าน โดยทางที่เราเลือกเดินขึ้นมานั้นโหดที่สุด ผ่านลัดเลาะผ่านบ้านชาวบ้าน และป่าเล็กน้อย (ทางอื่นจะสะดวกสบายกว่านี้ ตรงที่มีบันไดให้อย่างสวยงาม) เหตุผลที่เลือกทางลำบากเหรอ ก็เพราะอยากต่างน่ะสิ (จริงๆตาม Lonely Planetมาน่ะ) แต่ธรรมชาติทางนี้น่าจะดีสุดแล้วนะ

 

 

 

ทางขึ้นพระธาตุ พูสี (Phu Si) มีสี่ด้าน

1. ฝั่งด้านหน้า ตรงข้าม เนชั่นแนล มิวเซียม
2. ฝั่งที่เราลงตรง เฮือนสักกะริน
3. ฝั่งแม่น้ำคาน
4. ฝั่งที่เราขึ้น (ข้างตลาดดารา)
ด้านนี้เป็นด้านที่เข้าไปทางแบบว่า ลุยป่านิดๆ

 

 

 

 

 

 เข้ามาถึงหน้าทางเข้าก็จ่ายค่าทำเนียมแล้วก็มุ่งขึ้นสูง โดยไม่ลืมแวะสักการะพระบาง(องค์จำลอง) และ พระนาคปรก ตามทาง ขึ้นมาถึงยอดพระธาตุก็เข้าไปไหว้สัการะขอพรกันซักครู่ แล้วก็มานั่งสังเกตุกันว่า ชาวลาวใช้บายศรีในการไหว้พระ ไม่เหมือนบ้านเราที่นิยมร้อยพวงมาลัย เสร็จจากการขอพร เราก็ออกมาชมวิวเมืองหลวงพระบางกันตรงหน้าพระธาตุ แต่สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเรานั้น เป็นเพียงภาพเลือนลางของกลุ่มควันสีขาวขุ่น หมอกนั่นเองที่ลอยเต็มฟ้าจนบดบังเมืองอันสวยงามของหลวงพระบางมิดชิดเชียว สงสัยเมืองจะอาย (ถ้าจะขึ้นมาชมวิวบนพระธาตุแนะนำหลังจากเที่ยง เพราะหมอกจะเริ่มจางตอนบ่ายคล้อยไปแล้ว) ผิดหวังไปกับวิวที่ได้พบ ตากล้องก็หมดอาลัยตายอยาก เราเลยเลือกพื้นที่เหมาะ แล้วก็ซัดข้าวเช้า ที่ประกอบไปด้วย บาแก็ต กับ ขนมลาวนั่นเอง

 

 

 

นั่งพักซะหน่อย ใกล้ถึงยอดแระ

 

พระบางองค์ใหญ่ ระหว่างทางขึ้นไป พระธาตุ พูสี
(พระบางองค์จริง ประดิษฐานอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หลวงพระบาง)

 

ขึ้นมาเร็วเกิน หมอกลง มองอะไรไม่เห็นเรย T_T
เลยหม่ำๆ

 

 

 

 

  เสร็จจากยอดบนสุด เราก็ลัดเลาะกลับมาทางเก่า เพื่อที่จะตามไปดู รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า หลงทางเล็กน้อย จนต้องไปถามแม่ค้าแถวนั้น กว่าจะหาทางไปถูกเล่นเอาเหนื่อยเลย ก่อนถึงรอยพระพุทธบาท ก็แวะ สักการะ พระในถ้ำ ที่สงบเงียบ ยะเยือก ขอพรอีกเล็กน้อย แล้วก็มุ่งไปตามทาง หลังจากตะลึงกับรอยเท้าของพระพุทธเจ้า เราก็มุ่งหน้าลงจากเขาทางด้านข้างเมือง ในขณะที่ถกกันไปตามทางว่า พระพุทธเจ้าตัวใหญ่จัง (บาปมั้ยเรา- -a)



  ลัดเลาะเมืองมาตามทางหลักของเมืองหลวงพระบาง เราจะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หลวงพระบางกันต่อ โดยที่คุณตากล้องอิดออดเล็กน้อยเพราะว่าค่าเข้าที่นี่แพง! ตบตีกันซักพักเลยตัดสินใจไปเดินรอบๆก่อน เราแวะไปเยี่ยมชม "หอพระบาง (Wat Ho Pha Bang)" ที่อยู่ด้านขวามือของพิพิธภัณฑ์ ชื่นชมกับความงานสักพักใหญ่ๆ แล้วก็ออกมาสักการะ อนุเสาวรีย์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ที่อยู่ด้านซ้ายของพิพิธภัณฑ์ ก่อนที่จะตัดสินใจไปซื้อตั๋ว (ในที่สุดก็ยอมจนได้ เฮ้ออ) เราแวะสักการะ "พระบาง" องค์จริงที่ประดิษฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ก่อนที่จะเข้าไปชมข้างใน แต่เข้าไปได้ไม่ทันไร พนักงานก็ปิดพักเที่ยงไล่หลังเรา ทำเอาเด็กบ้าพิพิธภัณฑ์อย่างเรา เสียใจเป็นที่สุด เพราะยังเดินไม่ทั่วเลย (พิพิธภัณฑ์ เปิด 0800-1100 พักเที่ยง และเปิดอีกที 1330-1630)

 

 

 

 

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หลวงพระบาง และ วัด หอพระบาง (Wat Ho Pha Bang)

 

วัด หอพระบาง (ด้านหน้า) ศิลปะแบบลาว
เป็นสิม(อุโบสภ) แบบล้านช้าง

 

วัด หอพระบาง (ภายใน)

 

อยู่ในวัด ก็ต้องสงบ เสงี่ยม อิอิ
(ตั้งกล้อง ขาตั้ง ยิงแฟลชจากด้าน ซ้าย)

 

 

 

 

 

  พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หลวงพระบาง เป็นวังเก่าของท่านเจ้าชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วย ห้องฮับต่างๆ ประกอบไปด้วย ห้องโถงหน้า(ห้องฮับต้อน) เป็นห้องที่ให้บันดาขุนนางได้เข้าเฝ้าเจ้าชีวิต ห้องพิธีการ(ท้องพระโรงหน้า) เป็นห้องที่ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ห้องรับแขกของมเหสี ปัจจุบันเป็นห้องที่ใช้แสดงของขวัญที่ได้รับจากต่างประเทศ ห้องพระโรงใหญ่ ไว้ต้อนรับราชฑูต (ปัจจุบันแสดงสมบัติล้ำค่าของเช้าชีวิต) และ เขตส่วนพระองค์ ซึ่งประกอบไปด้วย ห้องบรรทม ห้องสมุด ห้องเสวย เป็นต้น

 

 

 

 

มุมยอดฮิต ที่ไม่ว่าทัวร์ไหนๆ ก็มาถ่าย รูปมุมนี้
มีอยู่ทุกเวปไซต์ หนังสือทุกเล่ม

 

 

 

 

  หลังจากเราโดนไล่ออกจากพิพิธภัณฑ์ เราก็ย้อนกลับไปสักการะ วัด ป่าฮวก(Wat Pa Huak) ที่ฝั่งตรงข้าม พิพิธภัณฑ์ซึ่งวัดป่าฮวกเป็นวัดร้าง ภายในมีภาพบนฝาผนังแบบปูนเปียกที่งดงามและสมบูรณ์ที่สุดของหลวงพะบาง ถูกบูรณะโดยพระยาสุรศักดิ์มนตรี ในสมัย รัชกาลที่5 ของไทยเรานี่เอง (ที่วัดโฆษณาไว้ด้วยว่า ร.5 ท่านสร้าง) ชื่นชมบรรยากาศก่อนที่จะรู้ตัวว่า เวลาช่วงเช้าของเราหมดลงแล้ว เราต้องรีบกลับไปเช็คเอ้าท์จากโรงแรมโลโซ เพราะวันนี้ เราจะไปไฮโซกันแทน

 

 

 

 

วัด ป่าฮวก ฝั่งตรงข้าม พิพิธภัณฑ์ (Wat Pa Huak)

เป็นวัดร้าง ภายในมีภาพบนฝาผนังแบบปูนเปียก
งดงามและสมบูรณ์ที่สุดของหลวงพะบาง

 

 

 

 

  รีบจ้ำอ้าวกลับบ้านพัก เก็บข้าวเก็บของก่อน ล้างหน้าล้างตา ไม่ลืมที่จะแวะไปขอบคุณเจ้าของที่พัก แล้วก็แบกเป้ใบโตกันออกมา ตามทางหลัก เราโบกรถสกายแลปไปที่พักใหม่ (เฮือนพักแสนสุข) โดยกะว่า ถ้าต่อราคา 10000กีบ ต่อ 2คนไม่ได้ เราก็จะยอมเดินไป (งกกันจริงๆ แต่ตามระยะทางมันเดินได้จริงๆ ไม่ไกลเท่าไหร่) ตอนแรกอ้ายคนขับก็ไม่ยอมให้ แต่ด้วยวาจาเชือดเฉือนของเรา 2คน หลังจากฝึกปรือกันมาแล้ว2วัน (เราจะไม่ยอมโดนใครหลอกอีกต่อไป) อ้ายคนขับก็ตอบมาหงอยๆ ว่าตกลง เราเลยกระโดดขึ้นรถนั่งยิ้มกันสบายใจ 5นาทีเราก็มาถึงที่พักใหม่แล้ววว แวะเข้าไปเช็คอิน เก็บข้าวเก็บของ โดยโดนสั่งไว้ว่า "ห้ามแตะต้องห้อง" ของตากล้องจอมโหด เราเลยต้องย้ายไปนั่งตากแอร์ที่พื้นแทน (กลางวันมันร้อนอย่าบอกใคร) นั่งพักหายเหนื่อยสักพัก เราก็ตัดสินใจไปเช่าจักยานกันที่ล็อบบี้ แล้วก็ออกไปหาอะไรกิน

  เราเลือก "ร้านนางแอ" ร้านอาหารขึ้นชื่อ เป็นที่ฝากท้องมื้อกลางวันของเรา โดยไม่ลืมที่จะสั่งอาหารสัญชาติลาวแท้ๆ อย่าง "แหนมจึ้น และ ไค(สาหร่ายน้ำจืดตากแห้ง ทอดกรอบ) มากิน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ลงความเห็นกันแล้วว่า อาหารลาวไม่ถูกปากเรา 2คนจริงๆ (ยกเว้นบาแก็ต กะ เมี่ยงข้าว) เช็คบิลกันไปแล้วก็ขี่รถไปชมเมืองไปรอบเมือง

 

 

 

 

อันนี้อาหารพื้นเมือง เรียกว่า "แหนมจึ้น"

 

ส่วนอันนี้เป็น "ไคทอด" สาหร่ายแม่น้ำตากแห้งแล้วทำมาทอด
กินกับเบียร์ลาว เข้ากั๊น เข้ากัน

 

 

 

 

  พระอาทิตย์คล้อยมายามบ่ายแก่ๆ เราจอดรถที่ริมน้ำของ(น้ำโขง) เพื่อไปเยี่ยมชมวัดที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดของหลวงพระบาง วัดเชียงทอง (Wat Xieng Thong) และวัดก็สวยจริงอย่างที่เค้าล่ำลือ เรา2คน ใช้เวลาที่นี่ไปเป็นชั่วโมง (เหมือนจะเกิน) ชื่นชมทุกลายละเอียดของศิลปะในวัด จนเหนื่อยกันไปข้างนึง (แดดมันแรงน่ะ) กว่าจะเยื้องย่างออกจากวัดเชียงทองก็หมดเวลาไปวัดอื่นต่อแล้ว (เสียใจ) -- ถึงบอกว่าเราเที่ยวทัวร์กันไม่ได้ อย่างแรงงงงงง

 

 

 

 

อุโบสถ (สิม) วัดเชียงทอง (Wat Xieng Thong) มีภาพจิตรกรรม ต้นทอง สวยงาม

ม า ก ม า ก....

 

อีกมุมหนึ่ง คร็อป ให้ดู ช่อฟ้า...เป็นเอกลักษณ์จริงๆ
ประกอบด้วย 17 ช่อ หมายถึงเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้าง

 

โรงเมี้ยนโกศ (Hohng Kep Mien) ภายในบริเวณวัดเชียงทอง

หอราชโกศนี้ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษามรดกเก่าแก่ของหลวงพระบาง
เช่น ราชรถไม้แกะสลักปิดทอง ประดิษฐานพระโกศ 3 องค์ พระพุทธรูป ต่างๆ

 

หอพระพุทธไสยาสน์
ผนังเป็นสีชมพูสวยงาม ถ่ายรูปซะเรย แบบเดียวกับหน้าปก Lonely Planet

 

 

 

 

 

   หลังจากที่เรามีเวลาไม่พอที่จะไปเที่ยวชมวัดอื่นแล้ว เราก็เลยแวะไปอัดรูปที่ร้านถ่ายรูป1 เดียวในหลวงพระบางแทน พนักงานร้านนี้ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ แต่มีอยู่ร้านเดียวเราเลยต้องง้อเค้า แต่ด้วยเราที่ประหลาดกว่าคนทั่วไปด้วยมั้ง ไปนั่งใช้โฟโต้ช็อปเค้านานนม กว่าจะสั่งอัดรูปมา 10กว่าใบ ที่ร้านเลยมองเราแบบเอือมระอา

  พอได้รูปถ่าย ที่ไม่สวยสมใจ เราก็มุ่งไปที่ไปรษณี ทำธุระประปราย แล้วเราก็รีบขี่รถลัดเลาะไปตามทางถนนฝั่งแม่น้ำของ เพื่อไปหาทำเลสวยๆ สำหรับพระอาทิตย์ยามเย็นของเราวันนี้ แสงสุดท้ายของวันอันแสนยาวนานกำลังจะหมดไป พร้อมกับหัวใจที่ยังไม่อยากให้คำคื่นนี้จบลง แต่ไม่มีงานเลี้ยงไหนที่ไม่มีวันเลิกลา ถึงเวลาเราก็ต้องจากไป โบกมือลาให้พระอาทิตย์

สุดท้ายที่หลวงพระบาง แล้วก็ แวะตุนสเบียง แล้ว ขี่รถเลาะทางฝั่งแม่น้ำคานกลับที่พัก



  ตอนแรกเราว่าจะไฮโซกัน แต่เรายกเลิกมื้อค่ำไฮโซที่ ร้านเลอลาฟองซ์ ร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังของหลวงพระบางไป ด้วยที่ว่าอยากไปนั่งชิวๆ ฟังเพลิน ดื่มเบียร์ที่ห้องพักแทน เพราะว่าห้องพักสวยๆ บรรยากาศดีๆ ก็กินขาดแล้ว เอาไว้เรามาไฮโซคราวหน้าแล้วกัน ...   

 

 

 

 

ไปรษณีย์หลวงพระบาง ก็ คล้ายๆบ้านเราอะนะ เสียดาย มาซื้อแสตมป์ลายสวยๆไม่ทัน
หลังเวลาราชการแล้ว มีขายแต่แบบ ลายธรรมดาๆ (ก็โอเคอะ)

 

ท่าเทียบเรือน้ำของ (น้ำโขง)
มีการขนถ่ายสินค้ามากมายจากเรือสู่ฝั่ง

 

พระอาทิตย์ตกที่ น้ำของ

 

เฮือนพักแสนสุข ห้องพักที่นี่ เต็มตลอด ในช่วงไฮซีซั่นแบบนี้
โชคดีมากที่จองมาได้ แต่ก็ได้เป็นตึกใหม่ อยากนอนตึกเก่า จะได้นั่งบนระเบียง ดูคนเดินไปเดินมา...
ห้องดูไฮโซมากกก พักแบบนี้แหละ เค้าถึงจะเรียกว่า มานอนเมืองลาว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 11 Feb 2011 20:25:15 by C'est la vie

Comment

Comment:

Tweet


น่าสนใจ...น่าไป...จะไป...มั่ง
#1 by เหว่าจัง At 2011-02-11 21:42,